ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท


โดย PPTV Online

เผยแพร่




ปี 2554 ถือเป็นปีที่ประเทศไทยเจออุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุด ถึง 65 จังหวัด ซึ่งสร้าความเสียหาย เป็นจำนวนมากและทำให้หลายคนหวาดกลัวทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม

เมื่อพูดถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ "มหาอุทกภัยปี 2554"  เรียกได้ว่าเป็นอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติการณ์ เพราะประเทศไทยเจอเหตุการณ์น้ำท่วม ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี และที่หนักที่สุดคือช่วงปลายเดือนกรกฎาคม จนถึงเดือน พฤศจิกายน ที่มีพื้นที่ประสบอุทกภัย และถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน รวมทั้งสิ้น 65 จังหวัด และหนึ่งในนั้น คือพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ซึ่งถูกน้ำท่วมหนักในรอบ 70 ปีเลยก็ว่าได้ 

7 เหตุผล ปัจจัยสำคัญ เปรียบเทียบน้ำท่วมปีนี้ โอกาสซ้ำรอย "น้ำท่วม 54" หรือไม่?

เรียนรู้เรื่อง "อุทกภัย" ภัยธรรมชาติ ที่ความรุนแรงขึ้นอยู่กับพื้นที่

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

จากข้อมูลของ คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติที่รวบรวมไว้พบว่า เหตุการณ์อุทกภัยเมื่อปี 2554 นั้น มีผู้เสียชีวิต 657 ราย สูญหาย 3 คน ราษฎรเดือดร้อน 4,039,459 ครัวเรือน  พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 11.20 ล้านไร่ ถนน 13,961 สาย ท่อระบายน้ำ 777 แห่ง ฝาย 982 แห่ง ทำนบ 142 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 724 แห่ง บ่อปลา/บ่อกุ้ง/หอย 231,919 ไร่ ปศุสัตว์ 13.41 ล้านตัว

โดยเหตุผลที่ทำให้ไทยเกิดน้ำท่วมในปี 2554 นั้นมีด้วยกัน 3 ด้าน คือ 
1. ปัจจัยทางธรรมชาติ 
    ซึ่งปีนั้น ฝนที่มาเร็วกว่าปกติและปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2554 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 35% เนื่องมาจาก อีกทั้งไทยยังได้รับอิทธิพลทั้งทางตรงและทางอ้อม จากพายุที่เคลื่อนตัวมาจากทะเลจีนใต้ทั้งหมด 5 ลูก ได้แก่

    1.1 พายุโซนร้อน “ไหหม่า” ที่ก่อตัวในทะเลจีนใต้ตอนบน ก่อนเคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนในช่วงค่ำของวันที่ 24 มิ.ย. 54 จากนั้นได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น และเคลื่อนตัวผ่านประเทศลาวพร้อมกับอ่อนกำลังลงอีกเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำก่อนเคลื่อนเข้าภาคเหนือของประเทศไทยบริเวณจังหวัดน่าน และสลายตัวไปในพื้นที่ของภาคเหนือเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 54 อิทธิพลของพายุลูกนี้ทำให้มีฝนตกหนาแน่นเป็นบริเวณกว้างในภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา น่าน และตากมีรายงานฝนตกหนักถึงหนักมากต่อเนื่องในช่วงวันที่ 25 - 26 มิ.ย. 54 ก่อให้เกิดน้ำท่วม ฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินถล่ม สร้างความเสียหายเป็นบริเวณกว้าง

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

    1.2 พายุโซนร้อน “นกเตน” (NOCK-TEN) ที่มีแหล่งกำเนิดจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลัง แรงในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2554 และได้ทวีกำลังแรงขึ้นตามลำดับจนกระทั่งเป็น พายุโซนร้อนแล้วเคลื่อนผ่านเกาะลูซอนประเทศฟิลิปปินส์ ลงสู่ทะเลจีนใต้ตอนกลาง จากนั้นเคลื่อนตัวทางทิศ ตะวันตกค่อนไปทางเหนือผ่านเกาะไหหลำ และอ่าว ตังเกี๋ยขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนบนในวันที่ 30 กรกฎาคม 2554 จากนั้นเคลื่อนตัวผ่านประเทศลาวพร้อมกับอ่อน กำลังเป็นพายุดีเปรสชันในวันที่ 31 กรกฎาคม 2554 ก่อนเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยบริเวณจังหวัดน่านในวันเดียวกัน แล้วอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ปกคลุม ภาคเหนือของประเทศไทยบริเวณจังหวัดแพร่ ลำปาง เชียงใหม่และแม่ฮ่อนสอนในเวลาต่อมา

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

    1.3 พายุโซนร้อน “ไห่ถาง”  (HAITANG) มีแหล่งกำเนิดบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2554 และวันที่ 27 กรกฎาคม 2554 พายุนี้ได้เคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณเมืองเว้ ประเทศเวียดนาม แล้วอ่อนกาลังลงเป็นพายุดีเปรสชันก่อนเคลื่อนตัวผ่านประเทศลาวแล้วอ่อนกาลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ากาลังแรงเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือของประเทศไทยในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

    1.4 พายุใต้ฝุ่น “เนสาด”  วันที่ 28 กันยายน 2554 พายุไต้ฝุ่น“เนสาด” (NESAT) ได้ก่อตัวขึ้นที่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 17.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 116.5 องศาตะวันออก ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กม./ชม. เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกด้วยความเร็วประมาณ 22 กม./ชม. ต่อมาในวันที่ 29 กันยายน 2554 พายุนี้อยู่บริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนมีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 19.8 องศาเหนือ ลองจิจูด 112.1 องศาตะวันออก หรือห่างจากเกาะไหหลำ ด้านตะวันออกประมาณ 100 กิโลเมตร มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 120 กม./ชม. และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 25 กม./ชม. ต่อมาในวันที่ 30 กันยายน 2554 พายุลูกนี้อยู่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย มีศูนย์กลาง อยู่ห่างประมาณ 120 กิโลเมตร ทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 21.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 107.3 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือเล็กน้อย ด้วยความเร็วประมาณ 18 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในวันที่ 1 ตุลาคม 2554 พายุได้อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกค่อนทางเหนือ อย่างช้าๆ หลังจากนั้นได้อ่อนกำลังเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในระยะต่อมา พายุลูกนี้ส่งผลทำให้ด้านตะวันออกของภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนมีฝนเพิ่มขึ้น และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา แพร่ น่าน ลำปาง เลย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร และนครพนม

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

    1.5 พายุโซนร้อน “นาลแก” วันที่ 3 ตุลาคม 2554 พายุโซนร้อน “นาลแก” บริเวณทะเลจีนใต้ มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 450 กิโลเมตร ทางตะวันออก ของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ ละติจูด 18.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 114.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ต่อมาในวันที่ 4 ตุลาคม 2554 พายุลูกนี้ยังคงอยู่ที่บริเวณทะเลจีนใต้ มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 100 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ของเกาะไหหลำ ประเทศจีน หรือที่ ละติจูด 18.1 องศาเหนือ ลองจิจูด 111.1 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 95 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เคลื่อนตัวทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และในวันที่ 5 ตุลาคม 2554 พายุดีเปรสชัน “นาลแก” เคลื่อนตัวอยู่บริเวณอ่าวตังเกี๋ย มีศูนย์กลางอยู่ห่างประมาณ 150 กิโลเมตร ทางทิศตะวันออกของเมืองวิญ ประเทศเวียดนาม หรือที่ละติจูด 18.0 องศาเหนือ ลองจิจูด 108.0 องศาตะวันออก มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกอย่างช้าๆ หลังจากนั้นได้เคลื่อนขึ้นฝั่งประเทศเวียดนามตอนบนและอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในเวลาต่อมา

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

ประจวบเหมาะกับ ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีข้อจำกัดในการระบายเนื่องจากสภาพน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อน

รวมถึงน้ำทะเลหนุนบริเวณอ่าวไทย ช่วงปลายเดือนตุลาคม กลางเดือนพฤศจิกายน และปลายเดือนพฤศจิกายน ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า 

2. ปัจจัยทางกายภาพ 

    2.1 พื้นที่ต้นน้ำ มีป่าไม้รวมทั้งคุณภาพป่าไม้ลดลง

    2.2 โครงสร้างน้ำไม่มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับสถานการณ์ฝนในปัจจุบัน

    2.3 ระบบโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมมีประสิทธิภาพลดลง จากการทรุดตัวของพื้นที่ ขาดการบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนไป

    2.4 ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีศักยภาพการป้อนน้ำเข้าสู่ระบบสูบและอุโมงค์ระบายน้ำไม่สมดุลกับศักยภาพของระบบสูบและอุโมงค์

    2.5 สะพานหลายแห่งเป็นปัญหาต่อการระบาย จากขนาดตอม่อใหญ่ ช่องสะพานขวางทางน้ำ

    2.6 สิ่งปลูกสร้างรุกล้ำลำน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เช่น คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว

3. ปัจจัยด้านการบริหารจัดการน้ำ 
    3.1 พื้นที่หน่วงน้ำในภาคเหนือตอนล่างขาดการดูแลและถูกรุกล้ำ ทำให้ความจุหน่วงน้ำลดลง เช่น บึงบอระเพ็ด บึงสีไฟ

    3.2 การผันน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นไปอย่างไม่เต็มศักยภาพสูงสุด

    3.3 ปริมาณน้ำระบายจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ที่ไหลมายังเขื่อนพระรามหก ไม่ได้ผันเข้าสู่คลองระพีพัฒน์แยกใต้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้น้ำส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อำเภอพระนครศรีอยุธยา

    3.4 คลองระพีพัฒน์ไม่สามารถผันน้ำเข้าทุ่งตะวันออกได้ และในทางกลับกัน เรือกสวนไร่นาในทุ่งตะวันออกกลับสูบน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์

    3.5 ปัญหาการบริหารการระบายผ่านแนวรอยต่อที่มีหลายหน่วยงานรับผิดชอบ

    3.6 ประชาชนและองค์กรส่วนย่อย สร้างพนังและคันของตัวเอง ทำให้การระบายในภาพรวมไม่สามารถดำเนินการได้

 

จากปัจจัยดังกล่าว จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ มวลน้ำจากลุ่มน้ำยมที่ไหลมารวมกับแม่น้ำเจ้าพระยา ในปี 2554 มีมากถึง 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อไหลมาแล้ว แต่ประตูระบายน้ำพลเทพ และประตูระบายน้ำบรมธาตุ ไม่ได้เปิดรับน้ำเพื่อผันน้ำเข้าสู่ทุ่งตะวันตก แม้จะมีการเปิดรับน้ำมากขึ้นในภายหลัง แต่มีการควบคุมน้ำให้อยู่เฉพาะในลำน้ำ ไม่มีการปล่อยน้ำเข้าทุ่งเพื่อให้เป็นแก้มลิงชะลอน้ำ

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

การปล่อยให้ประตูระบายน้ำบางโฉมศรี พังทลายโดยไม่มีการรีบซ่อมแซม ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลเข้าสู่จังหวัดลพบุรีมากเกินไป และปริมาณน้ำทั้งหมดได้ไหลกลับมายังอำเภอพระนครศรีอยุธยาทางแม่น้ำลพบุรี

ปริมาณน้ำจำนวนมากที่ระบายจากเขื่อนป่าสักที่ไหลมายังเขื่อนพระรามหก ไม่มีการผันน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์แยกใต้อย่างเต็มศักยภาพ ทำให้ปริมาณน้ำส่วนใหญ่ไหลเข้าสู่อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยเฉพาะอำเภอพระนครศรีอยุธยา รับปริมาณน้ำมากเกินไปทั้งจากแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำลพบุรี

ปริมาณน้ำที่ไหลมารวมที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยามากเกินไป ทำให้น้ำจำนวนมากไหลย้อนข้ามประตูประบายน้ำคลองข้าวเม่า เข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ และไหลไปรวมกันกับปริมาณน้ำที่ล้นมาจากแม่น้ำป่าสัก เข้าสู่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร สวนอุตสาหกรรมบางกระดี และไหลเข้าสู่พื้นที่กรุงเทพมหานครทางทิศเหนือ

คลองระพีพัฒน์ ไม่สามารถผันน้ำเข้าสู่ทุ่งตะวันออกได้ ในทางกลับกัน เรือกสวนไร่นาที่อยู่ในพื้นที่ทุ่งตะวันออกกลับสูบน้ำเข้าสู่คลองระพีพัฒน์ ทำให้คลองระพีพัฒน์รับน้ำมากเกินไป พื้นที่รองรับน้ำหลากของกรุงเทพมหานครเกิดการเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็น หมู่บ้านจัดสรรและพื้นที่อุตสาหกรรม ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำเข้าสู่ระบบสถานีสูบน้ำริมชายทะเลได้ ส่งผลให้ปริมาณน้ำที่อยู่ทางด้านเหนือกรุงเทพมหานคร บริเวณอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี แขตสายไหมและเขตคลองสามวา ไม่สามารถระบายลงสู่ระบบคลองไปยังสถานีสูบชายทะเลได้

มีการปลูกสิ่งก่อสร้าง รุกล้ำเข้าไปในแม่น้ำ ลำคลอง การขาดการดูแลรักษาแม่น้ำ ลำคลอง ส่งผลให้ไม่สามารถระบายน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่คลองระบายน้ำสำคัญอย่างเช่น คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว มีการรุกล้ำลำน้ำจนคลองเหลือขนาดเพียงครึ่งเดียวจากเดิม

สะพานหลายแห่ง กลายเป็นปัญหาในการระบายน้ำ ทั้งตอหม้อสะพานที่มีขนาดใหญ่เกินไป ช่องสะพานไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกับการไหลของน้ำ ที่สำคัญสะพานในแหล่งชุมชนเกือบทุกแห่ง ช่องด้านข้างทั้ง 2 ของสะพานจะเกิดการรุกล้ำ จนมีเพียงช่องกลางสะพานเพียงช่องเดียวที่สามารถระบายน้ำได้

ประชาชน และองค์กรในส่วนย่อย มีการสร้างพนังและคันกั้นน้ำของตัวเอง ทำให้การระบายน้ำในภาพรวมไม่สามารถดำเนินการได้ประสิทธิภาพ
 

และในเหตุมหาอุทกภัยในปี 2554 ธนาคารโลก (World Bank) ประเมินว่ามีมูลค่าสูงถึง 1.44 ล้านล้านบาท จนถูกประเมินว่าเป็น “มหาอุทกภัย” ที่เลวร้ายที่สุด ทั้งในแง่ของปริมาณน้ำและจำนวนผู้ได้รับผลกระทบเพราะประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 3.6 ล้านคน พื้นที่ทางการเกษตรได้รับผลกระทบอย่างน้อย 5,087,352 ไร่ เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 1 ล้านล้านบาท ครั้งนั้นประชาชนคนไทยจำนวนกว่า 5 ล้านคน กลายเป็นผู้อพยพบนบ้านเกิดตัวเอง คนงานเกือบ 650,000 คน ตกงาน
ประวัติศาสตร์น้ำท่วมนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

ความเสียหายที่เกิดจากมหาอุทกภัยปี 54 ถือว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังการก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรม คือ มวลน้ำมหาศาลไหลเข้าท่วมนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ปทุมธานี ธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินความเสียหายไว้ที่ 2.4 แสนล้านบาท โดยนิคมอุตสาหกรรมนวนคร ในจังหวัดปทุมธานี ได้รับความเสียหายมากที่สุด ถึง 86.5 พันล้านบาท รองลงมาเป็นนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึง 74.6 ล้านบาท โดยนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้มีความสำคัญในฐานะ ที่มีบริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่จากประเทศญี่ปุ่นอย่าง บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ตั้งอยู่ด้วย ในครั้งนี้ฮอนด้ามีถูกน้ำทะลักเข้าสู่ โรงงานผลิตรถยนต์ของบริษัท 2 แห่ง ทำให้ยอดผลิตรถยนต์ของญี่ปุ่นลดลงถึง 4 แสนคัน 

น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ทำให้กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน และ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ได้รับผลกระทบอย่างหนัก นอกจากบริษัทฮอนด้าที่อยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ บริษัท Western Digital ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินและนวนคร มีสัดส่วนการผลิตถึงร้อยละ 50 ของการผลิต Hard Disk Drive ทั้งหมดในไทย ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว ส่งผลกระทบไปยังเครือข่ายการผลิตของโลก (Global Production Network)ทำให้การผลิตในประเทศอื่นๆ ขาดแคลนชิ้นส่วนจนราคา Hard Disk Drive ปรับสูงขึ้นร้อยละ 20-30 

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

สนามบินดอนเมืองจมใต้น้ำ
เดือนตุลาคมปี 2554 มวลน้ำจำนวนมหาศาลไหลเข้าท่วมสนามบินดอนเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้แทบทุกตารางนิ้วจมอยู่ใต้น้ำ เครื่องบินที่ขนย้ายไม่ทัน จอดแช่น้ำ รันเวย์ ระบบไฟสนามบินเสียหายเกือบทั้งหมด เพราะระดับน้ำบางจุดสูงถึง 4 เมตร สนามบินต้องปิดให้บริการทั้งหมด กว่าน้ำจะลดและฟื้นฟูสนามบินให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติใช้เวลานานหลายเดือน โดยครม.อนุมัติให้ใช้งบประมาณซ่อมแซมเป็นมูลค่ากว่า 1 พันล้านบาท

ย้อนเหตุ "มหาอุทกภัยปี 54" ทำจมบาดาล 65 จังหวัด ศก. เสียหาย ถึง 1.44 ล้านล้านบาท

ย่านเศรษฐกิจใจกลางลาดพร้าวศูนย์การค้าปิด
จากสนามบินดอนเมือง มวลน้ำจากถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าสู่พื้นที่กรุงเทพฯชั้นใน น้ำทะลักท่วมห้าแยกลาดพร้าว ทำให้การสัญจรทำได้เพียงรถยกสูง รถขนาดใหญ่ หรือใช้เรือ โดยสาร แน่นอนว่า ทำให้ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ อย่างเซ็นทรัลลาดพร้าวที่กลับมาเปิดบริการหลังปิดรีโนเวตได้เพียงสองเดือนต้องประกาศปิดให้บริการ โดยไม่มีกำหนดไป เช่นเดียวกับ ศูนย์การค้ายูเนียนมอลล์ ซึ่งตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามก็ต้องปิดให้บริการไปด้วย 

 

 

 

อ้างอิง : ธนาคารแห่งประเทศไทย ,www.bangkokbiznews.com,คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ

OR_Main OR_Main

อัปเดตข่าวล่าสุดก่อนใคร Add friend ได้ที่ @PPTVOnline

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์


TOP สังคม

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ